Main Menu

Recent posts

#1

TOYOTA COROLLA CROSS 1.8 Sport ที่จะเปิดมิติใหม่ของการเดินทางของทุกท่าน ให้เหนือระดับขึ้นไปอีก รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ที่มีข่าวว่าทางโตโยต้า จะออกรุ่นนี้ออกมา คนก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย อยากจะได้จับจองเป็นเจ้าของสักคัน เพียงแค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เชื่อว่าท่านต้องอยากจะลองขับด้วยตัวเองสักครั้งบ้างแล้ว วันนี้เราจึงนำข้อมูลดีๆ มาให้ทุกท่านได้ดูกัน

ขุมกำลังของ TOYOTA COROLLA CROSS 1.8 Sport

เครื่องยนต์
•   ใช้เครื่องยนต์ 2ZR-FBE แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว
•   ปริมาตรความจุของกระบอกสูบอยู่ที่ 1,798 ซีซี
•   กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 103 แรงม้า ที่/ 6,000 รอบต่อนาที
•   แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ 177/ 4,000 นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที
•   รองรับการใช้น้ำมัน E20
•   ความจุถังน้ำมัน 47 ลิตร
•   อัตราประหยัดน้ำมัน 23.3 กิโลเมตร/ลิตร

ดีไซน์ภายนอก
ไฟหน้าของรุ่นนี้ ได้ไฟหน้าแบบฮาโลเจน มีระบบการเปิดปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ ไฟท้ายเป็นแบบ LED กระจกมองด้านข้างมีไฟหน้าในตัว และพับเก็บอัตโนมัติเมื่อจอด ไฟเบรกดวงที่ 3 เป็นแบบ LED ใช้เสาอากาศแบบครีบฉลาม และแผ่นกันความร้อนที่ฝากระโปรง

ดีไซน์ภายใน
เบาะนั่งภายในรถเป็นเบาะหนังและวัสดุสังเคราะห์ มือเปิดเป็นโครเมียม เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับแยกได้ พนักวางแขนด้านหน้า สามาถปรับเลื่อนได้ แผงกั้นสัมภาระด้านท้ายรถ กระจกแต่งหน้าบริเวณแผงบังแดด ระบบสตาร์ตแบบอัจฉริยะ ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย จะแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
รุ่นนี้ได้เป็นหน้าจอสัมผัส ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth สามารถเชื่อมโยงกับระบบ Apple Carplay มีระบบการโทรออกด้วยเสียงได้ ระบบเชื่อมต่อ T-Connect ลำโพง 6 ตำแหน่ง

ระบบความปลอดภัยของ TOYOTA COROLLA CROSS 1.8 Sport
รุ่นนี้มาพร้อมระบบเบรกแบบ ABS ป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรกแบบ EBD ถุงลมนิรภัยระบบ SRS คู่หน้า ด้านข้าง ม่านคนขับ หัวเขาคนขับ และเบาะนั่งด้านหลัง  ระบบความปลอดภัยก่อนการชน และระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน ตัวช่วยควบคุมการทรงตัว VSC ระบบการช่วยออกตัวเมื่ออยู่บนที่ลาดชัน HAC เข็มขัดนิรภัยด้านหน้า 2 จุด และด้านหลัง 3 จุด กล้องมองขณะถอยหลัง และระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติ

ราคา
TOYOTA COROLLA CROSS 1.8 Sport มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 989,000 บาท

นับว่าเป็นรุ่นที่สมกับการรอคอยจริงๆ สำหรับ TOYOTA COROLLA CROSS 1.8 Sport  รุ่นนี้ ที่จะทำให้ทุกการเดินทางทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในเมืองหรือนอกเมือง ก็มีความสะดวกสบายทุกรูปแบบ และด้วยราคาเพียงเท่านี้ ได้ของมาขนาดนี้ หลายท่านต้องบอกว่าเกินคาดมาก ไม่คิดว่าจะได้ถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ
#2

Ford Ranger Double Cab Hi-Rider XLT 2.0 Turbo 6AT กระบะที่ได้ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด และโฉบเฉี่ยวที่สุด คงไม่มีอะไรจะเทียบเท่ากับฟอร์ดอีกแล้ว เพราะผู้ใช้ต่างก็ให้การยอมรับ ว่านี่คือที่สุดของรถกระบะจริงๆ และยิ่งปีนี้ด้วยแล้ว ฟอร์ดได้ทำการอัพเกรดหน้าตาใหม่ทั้งหมด ยิ่งทำให้คนหลงใหลมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นความดุดัน ความสปอร์ต และความสะดวกสบายอย่างอื่น จัดเต็มอยู่ในนี้ทั้งหมดแล้ว

เครื่องยนต์และสมรรถนะ

สำหรับเครื่องยนต์ของ Ford Ranger Double Cab Hi-Rider XLT 2.0 Turbo 6AT มาพร้อมกับ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว เทอร์โบชาร์จเจอร์พร้อมอินเตอร์ คูลเลอร์
•    ขนาดเครื่องยนต์ (CC) 1,996 CC
•    กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า) 170 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที
•    แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที
•    ระบบเกียร์ เกียร์ออโต้ 6 AT
•    รองรับเชื้อเพลิง ดีเซล, ไบโอดีเซล B5, ไบโอดีเซล B20

ดีไซน์ภายนอก
ภายนอกของ Ford Ranger Double Cab Hi-Rider XLT 2.0 Turbo 6AT ดูเรียบง่าย แต่ว่าดุดัน ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่แบบโครเมียม และช่องลมขนาดใหญ่, ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ, ระบบไฟส่องสว่างในตอนกลางวัน, กระจกมองข้างแบบมีไฟเลี้ยวในตัว พร้อมพับเก็บได้, บันไดสำหรับขึ้น, บันไดเหยียบทางด้านท้ายรถ, ตะขอสำหรับงานลากจูง, ที่ปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ, ระบบไล่ฝ้าอัตโนมัติ

ดีไซน์ภายใน
เบาะนั่งคนขับสามารถปรับได้ 6 ทิศทาง, เบาะนั่งผู้โดยสารสามารถปรับได้ 4 ทิศทาง, หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว เต็มที่กับความบันเทิงทุกชนิด, กระจกหน้าต่างคู่หน้าปรับแบบไฟฟ้า, ระบบช่วยควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติ, กุญแจแบบนิรภัย เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น,กุญแจรีโมทอัจฉริยะ พร้อมสตาร์ทผ่านรีโมตได้เลย,พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง, รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายและเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และ Android Auto, ลำโพงทั้งหมด 6 ตำแหน่ง, ช่องสำหรับเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง

เทคโนโลยีและความปลอดภัย
ระบบความปลอดภัยของ Ford Ranger Double Cab Hi-Rider XLT 2.0 Turbo 6AT จัดหนักให้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น ถุงลมนิรภัยทั้งหมด 6 ตำแหน่ง, ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมกับระบบ กระจายแรงเบรกแบบ EBD, ตัวช่วยในการออกตัวป้องกันล้อฟรี, ตัวช่วยออกตัวเมื่ออยู่บนที่ลาดชัน, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น

สีที่มีจำหน่าย
มีทั้งหมด 5 สี คือ Arctic White(สีขาว), Meteor Grey(สีเทา), Aluminum Metallic(สีเงิน), Absolute Black(สีดำ), Blue Lightning(สีน้ำเงิน)

ราคาจำหน่าย 943,000 บาท
ต้องบอกว่า Ford Ranger Double Cab Hi-Rider XLT 2.0 Turbo 6AT รุ่นนี้ ให้อะไรมาเยอะทีเดียว และด้วยราคาไม่ถึงล้าน ยังไงก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม ได้ทั้งความหรูหรา สะดวกสบาย ความปลอดภัย และที่สำคัญคือสมรรถนะของรถที่สูง จะเอาไปใช้กับงานบรรทุก หรืออย่างอื่น รุ่นนี้ก็เอาอยู่ทั้งหมด ทุกสภาพเส้นทางที่จะไป
#3

TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport เป็นรุ่นรองท็อป มีราคาที่ต่ำกว่าตัวท็อปบ้างเล็กน้อย แต่ว่าของที่ให้มากับรถ ต้องบอกว่าจัดเต็มสุดๆ เหมือนกัน คนที่ชอบความโฉมเฉี่ยว เป็นเอกลักษณ์ และดุดันในตัว รุ่นนี้น่าจะถูกใจท่านไม่น้อยเลย ที่สำคัญรุ่นนี้ยังคงความทดทาน ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม สมกับความไว้วางใจของผู้ใช้งานมาอย่างยาวนาน

ขุมกำลังของ TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport
TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport เป็นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์
•    ใช้เครื่องยนต์ 2ZR-FXE 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว แบบ VVT-i
•    ปริมาตรความจุของกระบอกสูบอยู่ที่ 1,798 ซีซี
•    กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 103 แรงม้า ที่/ 6,000 รอบต่อนาที
•    แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ 177 / 4,000 นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที
•    ความจุถังน้ำมัน 50 ลิตร
•    อัตราประหยัดน้ำมัน 23 กิโลเมตร/ลิตร

ดีไซน์ภายนอก
TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport ได้ไฟหน้าของรุ่นนี้จะเป็น LED โปรเจคเตอร์ ที่สามารถเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติได้ มีไฟสว่างกวางวันแบบ ไฟตัดหมอก และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าเพิ่มความหรูหราด้วยสีดำเงาและโครเมียม ด้านหลังเป็นสีดำเงา ในส่วนของกระจกมองข้างเป็นแบบไฟเลี้ยวในตัว สามารถพับเก็บอัตโนมัติได้ ที่ปัดน้ำฝนจะเป็นแบบแบบหน่วงเวลา และปรับตั้งเวลาได้ มีระบบป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกอีกด้วย

ดีไซน์ภายใน
TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport ในส่วนของเบาะนั่งทุกที่นั่ง ทำมาจากหนังแท้และหนังสังเคราะห์ เบาะที่นั่งคนขับเป็นแบบไฟฟ้า สามารถปรับได้ 8 ทิศทาง ปรับตำแหน่งพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับแยกได้ วัสดุตกแต่งแผงประตูบุด้วยหนัง กล่องเก็บของตรงคอนโซลหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ที่นุ่มเป็นพิเศษ กระจกหน้าต่างเป็นแบบไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ มีกระจกแต่งหน้าบริเวณแผงบังแดดคู่หน้า

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport จะได้หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว เบรกมือระบบไฟฟ้า มีระบบเครื่องเสียง วิทยุ เป็นระบบสัมผัสบนหน้าจอขนาด 9 นิ้ว มีลำโพงทั้งหมด 6 จุด สามารถเชื่อมต่อกับ Bluetooth รองรับการโทรและเล่นเพลงได้ มี Apple CarPlay และ Android Auto รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย พร้อม T-Connect มีช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 12 โวลต์ ระบบปรับอากาศในรถปรับอัตโนมัติ กระจกด้านหลังเป็นแบบปรับลดแสดงสะท้อนได้

ระบบความปลอดภัยของ TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport
TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport เพิ่มความปลอดภัยด้วยกล้องมองภาพขณะถอยหลังและสัญญาณเตือนระยะ 2 ตำแหน่ง ไฟเบรกดวงที่ 3 เป็นแบบ LED สัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ถุงลมนิรภัย 4 จุด ระบบเบรกแบบ ABS ป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรกแบบ EBD เข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับและผ่อนแรงได้ การเปิดไฟสูงต่ำแบบอัตโนมัติ ระบบช่วยในการออกตัวเมื่ออยู่บนที่ลาดชัด พร้อมระบบ Dynamic Radar Cruise Control แบบ All-speed ช่วยในการควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติ

ราคา TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 979,000 บาท
เป็นรถที่ใช้งานแล้วครบเครื่อง ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างดี สำหรับ TOYOTA COROLLA ALTIS 1.8 Sport รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่คุ้มค่า และได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้มากที่สุดอันดับ 1 ด้วยยอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง จะใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองก็สะดวกทุกประเภท
#4

Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT เป็นกระบะยกสูง ที่ยอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน ด้วยการเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และมีผู้ใช้จำนวนมาก จึงทำให้ขายดีติดต่อกันทุกปี เป็นรุ่นที่สามารถลุยได้ทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกแบบไหน ก็รับไหว ด้วยกำลังเครื่องที่ทรงพลัง อัตราการสิ้นเปลืองน้อย จึงเหมาะกับการบรรทุกสิ่งของทุกชนิด

เครื่องยนต์และสมรรถนะ

Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT ได้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร ใช้เทอร์โบแบบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์
•   ให้กำลังแรงม้าสูงสุดมาถึง 204 ตัว ที่ความเร็ว 3,400รอบ/นาที
•   แรงบิดสูงสุดทำได้ 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ-2,000 รอบ/นาที
•   ระบบเกียร์เป็นแบบ 6 สปีดสำหรับเกียร์อัตโนมัติ
•   เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ดีไซน์ภายนอก

Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT
ในรุ่นนี้จะดีไซน์ให้แค็บสามารถเปิดได้ โดยจะมาพร้อมกับกระจังหน้าที่มีขนาดใหญ่พิเศษทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเช่นเดิม แต่ว่ารุ่นนี้จะไม่มีคิ้วสำหรับกันกระแทก ส่วนไฟของรุ่นนี้จะได้ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED ที่มีการเปิดปิดแบบอัตโนมัติ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED เรืองแสง ที่ให้ความสว่างที่มากกว่า ส่วนของล้อได้เป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยในรุ่นของ Prerunner นี้ ถือว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของทุกรุ่นเลยก็ว่าได้

ดีไซน์ภายใน

ในส่วนของด้านในห้องโดยสารของ Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT จะได้เบาะนั่งที่เป็นหนังและหนังสังเคราะห์ ในส่วนของเบาะของคนขับ เป็นเบาะที่สามารถแบบไฟฟ้าได้ ระบบเครื่องเสียงเป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำทั้งหมด สามารถเชื่อต่อกับ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ มีลำโพงในรถทั้งหมด 4 ตำแหน่ง

เทคโนโลยีและความปลอดภัย

ระบบความปลอดภัยของ Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT ก็จัดมาให้เยอะทีเดียว มีการติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 จุด ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบการจะจ่ายแรงเสริมแรงเบรก,ระบบช่วยออกตัวในที่ลาดชัน,ตัวช่วยป้องกันการล้อหมุนฟรี,ตัวช่วยควบคุมในการออกตัว,ระบบป้องกันการส่ายของพ่วงด้านท้าย หากเป็นตัวท็อป จะมีการเพิ่มถุงลมนิรภัยทั้งหมด 3 จุดด้วกัน เช่น ด้านข้างและม่านนิรภัย,มีตัวช่วยเตือนเมื่ออยู่ในมุมอับสายตา,กล้องสำหรับมองรอบคันขณะขับขี่,ระบบช่วยเตือนเมื่อกำลังถอย,ระบบช่วยในการป้องกันเมื่อออกตัวฉุกเฉิน เป็นต้น

สีที่มีจำหน่าย
ในรุ่นนี้มีสีให้เลือกทั้งหมดด้วยกัน 6 สี คือ
สีขาว,สีขาวมุก,สีเงิน,สีน้ำเงิน,สีดำ,สีเทา

ราคาจำหน่าย 1,207,000 บาท
ใน Toyota Hilux Revo 4×4 Double Cab 2.8 High AT รุ่นท็อปนี้จะเปิด ราคา 1,207,000 บาท และได้ของติดตั้งพิเศษครบทุกอย่าง ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับของที่ได้ ราคานี้เทียบกับยี่ห้ออื่น ถือว่าได้เยอะทีเดียว
#5

ตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ในปี 2023 ยังคงดุเดือดเผ็ดมันส์เหมือนทุกปีที่เคยผ่านมา แล้วในปีนี้ยอดรวมซื้อนั้นมหาศาลไม่เปลี่ยน มีนักเตะถึง 4 คนที่มีมูลค่า 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป ในบทความนี้จะมาสรุปทั้ง 20 นักเตะที่มีค่าตัวย้ายแพงที่สุดประจำซัมเมอร์ปี 2023 นี้กัน

สรุปนักเตะย้ายแพงสุด 20 อันดับในตลาดซื้อขาย 2023

20. เบรนแนน จอห์นสัน ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรส ไป สเปอร์ ค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์

19. มานูเอล อูการ์เต้ ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ค่าตัว 51.2 ล้านปอนด์

18. โอตาวิโอ ย้ายจาก ปอร์โต้ ไป อัล นาสเซอร์ ค่าตัว 51.4 ล้านปอนด์

17. มัลค่อม ย้ายจาก เซนิต เซนต์ ปีเตอส์เบิร์ก ไป อัล ฮิลาล ค่าตัว 51.4 ล้านปอนด์

16. คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู ย้ายจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ไป เชลซี ค่าตัว 52 ล้านปอนด์

15. ซานโดร โตนาลี่ ย้ายจาก เอซี มิลาน ไป นิวคาสเซิ่ล ค่าตัว 52+8 ล้านปอนด์

14. มาเตอุส นูเนส ย้ายจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ค่าตัว 53 ล้านปอนด์

13. โรเมโอ ลาเวีย ย้ายจาก เซาแธมป์ตัน ไป เชลซี ค่าตัว 53+5 ล้านปอนด์

12. เมสัน เมาท์ ย้ายจาก เชลซี ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่าตัว 55+5 ล้านปอนด์

11. เฌเรมี่ โดกู ย้ายจาก แรนส์ ไป ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ค่าตัว 55.4 ล้านปอนด์

10. โดมินิค โซบอสซ์ไล ย้ายจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ไป ลิเวอร์พูล ค่าตัว 60 ล้านปอนด์

9. ราสมุส ฮอยลุนด์ ย้ายจาก อตาลันต้า ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่าตัว 64+8 ล้านปอนด์

8. แรนดัล โคโล มูอานี่ ย้ายจาก ไอน์ทรัคท์ แฟร้งก์เฟิร์ต ไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ค่าตัว 64.2+12.2 ล้านปอนด์

7. ไค ฮาแวร์ตซ์ ย้ายจาก เชลซี ไป อาร์เซน่อล ค่าตัว 65 ล้านปอนด์

6. ยอสโก้ กวาร์ดิโอ ย้ายจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ค่าตัว 77 ล้านปอนด์

5. เนย์มาร์ ย้ายจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไป อัล ฮิลาล ค่าตัว 863. ล้านปอนด์

4. แฮร์รี่ เคน ย้ายจาก สเปอร์ ไป บาเยิร์น มิวนิค ค่าตัว 86+14 ล้านปอนด์

3. จู๊ด เบลลิงแฮม ย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไป เรอัล มาดริด ค่าตัว 88+25.6 ล้านปอนด์

2. ดีแคลน ไรซ์ ย้ายจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไป อาร์เซน่อล ค่าตัว 100+5 ล้านปอนด์

1.มอยเซส ไคเซโด้ ย้ายจาก ไบร์ทตัน ไป เชลซี ค่าตัว 100+15 ล้านปอนด์


ทั้งหมดคือ 20 อันดับนักเตะที่แพงที่สุดในโลกประจำซัมเมอร์ปี 2023 ในตลาดซื้อขายครั้งนี้ โดยที่น่าสนใจคือเกินครึ่งเป็นการซื้อของทีมในอังกฤษ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะแต่ละปีทีมจากพรีเมียร์ลีกมักจะทุ่มซื้อนักเตะที่ต้องการด้วยราคาสูงเข้าทีมอยู่ตลอดๆอยู่แล้ว
#6

ในที่สุดตลาดซื้อขายนักเตะประจำซัมเมอร์ปี 2023 ได้ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะลีกที่แฟนบอลจับตากันมากที่สุดในโลกอย่างอังกฤษ ที่มีการย้ายกันอย่างเนืองแน่น ที่ในบทความนี้จะมาเน้นไปยังกลุ่ม TOP 6 หรือเหล่าขาใหญ่ของลีกกัน ที่ทั้ง 6 ทีมประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ สเปอร์ ซึ่งปัจจุบันทั้งหมดต่างถูกยกให้เป็นกลุ่มมหาอำนาจของลีก

-   อาร์เซน่อล
ดีแคลน ไรซ์ ย้ายมาจาก เวสต์แฮม ค่าตัว 116 ล้านยูโร
ไค ฮาเวิร์ตซ์ ย้ายมาจาก เชลซี ค่าตัว 75 ล้านยูโร
ยูร์เรียน ทิมเบอร์ ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ ค่าตัว 40 ล้านยูโร
ดาบิด ราย่า ย้ายมาจาก เบรนท์ฟอร์ด แบบยืมตัว

-   เชลซี
มอยเซ ไคเซโด้ ย้ายมาจาก ไบรท์ตัน ค่าตัว 116 ล้านยูโร
โรมิโอ ลาเวีย ย้ายมาจาก เซาแธมป์ตัน ค่าตัว 62 ล้านยูโร
คริสตอฟ เอ็นคุนคู ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ค่าตัว 60 ล้านยูโร
อักเซล ดิซาซี ย้ายมาจาก โมนาโก ค่าตัว 45 ล้านยูโร
นิโกลาส แจ็คสัน ย้ายมาจาก บียาร์เรอัล ค่าตัว 37 ล้านยูโร
เลสลีย์ อูโกชูควู ย้ายมาจาก แรนส์ ค่าตัว 27 ล้านยูโร
โรเบิร์ต ซานเชซ ย้ายมาจาก ไบรท์ตัน ค่าตัว 23 ล้านยูโร
ยอร์เก้ เพโตรวิช ย้ายมาจาก นิว อิงแลนด์ ค่าตัว 16 ล้านยูโร
เดวิด วอชิงตัน ย้ายมาจาก ซานโตส ค่าตัว 16 ล้านยูโร
แอนเจโล ย้ายมาจาก ซานโตส ค่าตัว 15 ล้านยูโร
ดิเอโก้ โมเรย์ร่า ย้ายมาจาก เบนฟิก้า ฟรี

-   ลิเวอร์พูล
โดมินิค โซโบสซไล ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ค่าตัว 70 ล้านยูโร
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ย้ายมาจาก ไบรท์ตัน ค่าตัว 42 ล้านยูโร
ไรอัน กราเวนเบิร์ช ย้ายมาจาก บาเยิร์น ค่าตัว 40 ล้านยูโร
วาตารุ เอ็นโดะ ย้ายมาจาก สตุ๊ตการ์ท ค่าตัว 20 ล้านยูโร

-   แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ค่าตัว 90 ล้านยูโร
มาเธอุส นูเนส ย้ายมาจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน ค่าตัว 62 ล้านยูโร
เฌเรมี่ โดกู ย้ายมาจาก แรนส์ ค่าตัว 60 ล้านยูโร
มาเตโอ โควาซิช ย้ายมาจาก เชลซี ค่าตัว 30 ล้านยูโร

-   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ราสมุส ฮอยลุนด์ย้ายมา จาก อตาลันต้า ค่าตัว 75 ล้านยูโร
เมสัน เมาท์ ย้ายมาจาก เชลซี ค่าตัว 64 ล้านยูโร
อังเดร โอนาน่า ย้ายมาจาก อินเตอร์ ค่าตัว 52 ล้านยูโร
อัลตาย์ เบยินเดอร์ ย้ายมาจาก เฟเนร์บาห์เช ค่าตัว 5 ล้านยูโร
จอนนี่ อีเวนส์ ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ฟรี
อัมราบัต ย้ายมาจาก ฟิออเรนตินา ยืมตัว
เซร์คิโอ เรกิล่อน ย้ายมาจาก สเปอร์ส ยืมตัว

-   สเปอร์ส
เบรนแนน จอห์นสัน ย้ายมาจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ค่าตัว 55 ล้านยูโร
เจมส์ แมดดิสัน ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ค่าตัว 46 ล้านยูโร
มิคกี้ ฟาน เดอ เฟ่นย้ายมา จาก โวล์ฟบวร์ก ค่าตัว 40 ล้านยูโร
เปโดร ปอร์โร่ ย้ายมาจาก สปอร์ติง ลิสบอน ค่าตัว 40 ล้านยูโร
เดยัน คูลูเซฟสกี้ ย้ายมาจาก ยูเวนตุส ค่าตัว 30 ล้านยูโร
กูเยลโม วิคาริโอ้ จาก เอ็มโปลี ค่าตัว 20 ล้านยูโร
#7

ประวัติ เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ แนวรุกทีมชาติบูร์กินาฟาโซของ แอสตัน วิลล่า
ทีมชาติ : บูร์กินาฟาโซ 72 นัด – 15 ประตู (2011-?)
สโมสรปัจจุบัน : แอสตัน วิลล่า 58 นัด – 10 ประตู (2020-?)


เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ (Bertrand Traoré) เกิดวันที่ 6 กันยายน 1995 ที่ประเทศบูร์กินาฟาโซ เริ่มเล่นฟุตบอลระดับเยาวชน กับสโมสร โอแซร์ ช่วงปี 2009-2010 จากนั้นย้ายสู่ เชลซี ในปี 2013 แล้วได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2013/14 แต่ไม่ได้ถูกใช้งาน ถูกส่งให้ วิเทสส์ (ฮอลแลนด์ ดิวิชั่น 1) ยืมตัวไปใช้งาน ลงเล่น 13 นัดรวมทุกรายการ ยิง 1 ประตู จากนั้นในฤดูกาล 2014/15 ยังเล่นในสัญญายืมตัวกับ วิเทสส์ เช่นเดิม ลงเล่น 36 นัดรวมทุกรายการ ยิง 17 ประตู

ฤดูกาล 2015/16 เชลซี ดึงตัว เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ กลับมาใช้งาน แต่เป็นเพียงแค่ตัวเลือกรอง ได้ลงเล่น 16 นัดรวมทุกรายการ (ตัวจริง 4 สำรอง 12) ยิง 4 ประตู หนึ่งในนั้นคือการยิงใส่ นิวคาสเซิล (ชนะ 5-1) และยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ชนะ 5-1) ในฟุตบอลเอฟเอคัพ ซึ่งจากผลงานดังกล่าว ไม่เพียงพอต่อการสอดแทรกเป็นตัวจริง จึงถูกส่งให้ อาแย็กซ์ (ฮอลแลนด์ ดิวิชั่น 1) ยืมตัวไปใช้งาน

ฤดูกาล 2016/17 เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ ได้รับโอกาสจาก อาแย็กซ์ มาพอสมควร จะพลาดการลงสนามเพราะอาการบาดเจ็บเท่านั้น ลงเล่นในลีก 26 นัด ยิง 9 ประตูจ่าย 2 แอสซิสต์ แล้วทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฟุตบอล ยูโรป้าลีก ลงเล่น 13/14 นัด ยิง 4 ประตู จ่าย 4 แอสซิสต์ โดยหนึ่งในนั้นคือการยิงใส่ ลียง 2 ประตู พ่วง 1 แอสซิสต์ ในรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ช่วยให้ อาแย็กซ์ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 5-4 น่าเสียดายที่ไปแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2 ได้แค่รองแชมป์

ฤดูกาล 2017/18 ลียง จ่ายเงิน 10 ล้านยูโร ซื้อตัว เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ ไปร่วมทีม แล้วกลายเป็นแกนหลักของทีมทันที เปิดซิงซีซั่นแรกด้วยการยิง 18 ประตู จาก 43 นัดรวมทุกรายการ แต่ยังพาทีมประสบความสำเร็จไม่ได้ แล้วอีก 2 ฤดูกาลต่อมา ตราโอเร่ยังเป็นกำลังสำคัญของ ลียง เช่นเดิม ลงเล่น 82 นัดรวมทุกรายการ ยิง 15 ประตู แล้วถูกส่งต่อให้ แอสตัน วิลล่า ในเวลาต่อมา

ฤดูกาล 2020/21 แอสตัน วิลล่า ซื้อตัว เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์ เปิดตัวแรงเอาเรื่องด้วยการยิง 7 ประตู จ่าย 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่นพรีเมียร์ลีก 36 นัด หนึ่งในนั้นคือการยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งเหย้า (แพ้ 1-2) และเยือน (แพ้ 1-3) นั่ยรวมถึงการยิงใส่ เชลซี (ชนะ 3-1)

แต่หลังจากนั้น เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ ก็แทบไม่ได้ลงเล่นให้ แอสตัน วิลล่า อีกเลย เริ่มต้นจากอาการบาดเจ็บต้นฤดูกาล 2021/22 พอหายกลับมาก็ไม่สามารถแย่งตำแหน่งได้ อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2023/24 ตราโอเร่ยังอยู่กับสิงห์ผยอง ลงเล่นในฐานะตัวสำรองไปแล้ว 2 นัด (30 นาที)
#8

ชูเอา คันเซโล่ เป็นหนึ่งในผู้ที่พาทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากมายมาโดยตลอด คนที่เราจะมองข้ามไม่ได้เลยก็คือเขาคนนี้ ที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพาทีมคว้าแชมป์ เราลองมาดูประวัติของนักเตะโปรตุเกสรายนี้กันดีก่อนดีกว่า ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ก่อนจะมาถึงจุดนี้

ชื่อเต็ม    ชูเอา เปดรู กาวากู คันเซโล่
วันเกิด 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 (29 ปี)
สถานที่เกิด บาไรรู โปรตุเกส
ส่วนสูง 1.82 ม. (5 ฟุต 11 1⁄2 นิ้ว)
ตำแหน่ง ฟุลแบ็ก / ปีก

เส้นทางของการเป็นนักฟุตบอลของ ชูเอา คันเซโล่

การเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักฟุตบอลของ ชูเอา คันเซโล่ เริ่มต้นในปี 2007 ครั้งนั้นเขายังเล่นให้กับสโมสรท้องถิ่นอยู่ แต่บังเอิญว่าแมวมองของทีม เบนฟิก้า มาเจอเขา ก็เลยได้พาเข้าสู่อะคาเดมี่ในตอนนั้นนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น หลังจากที่อยู่กับทีมมากว่า 5 ปี เจ้าตัวก็มีโอกาสได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในปี 2012 และครั้งนั้นก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ของเขา

และ 2 ปีต่อมาในปี 2014 เขาก็ได้กลายเป็นตัวเล่นหลัก ที่ลงอย่างเป็นทางการให้กับ เบนฟิก้า แต่ในเกมแรกทำผลงานยังไม่ดี ทำให้ทีมแพ้ไป หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน บาเลนเซีย ก็ได้ยืมตัวของ คันเซโล่ ไปร่วมทีม  หลังจากนั้นก็ต้องย้ายทีมอีกครั้งหนึ่งไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน แต่ผลงานช่วงแรกอาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่หลังจากปรับตัวได้แล้ว ฟอร์มของเขาก็กลับมาเข้าที่อีกครั้ง

จากนั้นก็เป็นทาง ยูเวนตุส ที่ดึงตัวไปร่วมทีม แล้วก็อยู่ได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียว และในปี 2019 แมนฯ ซิตี้ ก็เข้ามาเจรจาขอซื้อตัวไปร่วมทัพ ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ และในเกมนัดแรกที่เจ้าตัวได้ลง ทีมก็สามารถเก็บชัยชนะได้ตามคาด

ในช่วงแรกของการค้าแข้งที่อังกฤษ ผลงานของ คันเซโล่ ยังไม่ดีเท่าที่ควร จนในฤดูกาล 2020-2021 เขาก็สร้างชื่อให้กับตัวเองได้ใหม่ เขายิงประตูช่วยทีมได้ถึง 3 ประตู และทำผลงานในตำแหน่งของตัวเองได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ปัจจุบันในฤดูกาล 2023-2024 คันเซโล่ ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค แล้วก็ยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน

ส่วนในการช่วยเหลือทีมชาติโปรตุเกส  คันเซโล่ ลงเล่นให้กับทีมชาติในฐานะผู้เล่นชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2016  ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติทั้งหมด 75 ครั้ง และสามารถยิงประตูช่วยทีมได้ 3 ประตู

เกียรติประวัติ

เบนฟิก้า
•   แชมป์พรีเมยร่า ลีกา : 2013-14
ยูเวนตุส

•   แชมป์เซเรีย อา : 2018-19
•   แชมป์อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ : 2018

แมนเชสเตอร์ ซิตี้
•   แชมป์พรีเมียร์ลีก : 2020-21, 2021-22
•   แชมป์คาราบาว คัพ : 2020-21
#9

ปาสกาล โกรซ นักเตะชาวเยอรมันของ ไบรท์ตัน
ทีมชาติ : เยอรมัน U20 | 4 นัด 0 ประตู
สโมสรปัจจุบัน : ไบรท์ตั้น 216 นัด ยิง 27 แอสซิสต์ 39

ปาสกาล โกรซ เกิดวันที่ 15 มิถุนายน 1991 ที่ประเทศเยอรมัน เริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชน กับสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ช่วงปี 2007-2010 ระหว่างนั้นในปี 2009-2010 ได้โอกาสเล่นในทีมสำรอง รวมไปถึงทีมชุดใหญ่ แต่ไม่ใช่ตัวหลัก ก่อนจะออกไปอยู่กับ คาร์ลสรูห์ ในปี 2011 อยู่กับทีมถึงปี 2012 ได้ลงเล่น 25 นัด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จอะไร
หลังออกจาก คาร์ลสรูห์ เขาย้ายไปอยู่กับ อิงโกสตัดต์ แล้วกลายเป็นตัวหลักของทีม อยู่ค้าแข้งถึงปี 2017 ลงสนาม 158 นัด ยิง 17 ประตู แต่ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม โกรซมีส่วนสำคัญในการพาทีม เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีก้า ในฤดูกาล 2015/16 ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ ไบรท์ตั้น ในเวลาต่อมา

ปาสกาล โกรซ เปิดตัวกับ ไบรท์ตั้น ในฤดูกาล 2017/18 สัมผัสพรีเมียร์ลีกนัดแรก วันที่ 12 สิงหาคม 2017 ในเกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 โดยเขายืนเป็นมิดฟิลด์ร่วมกับ เดลย์ สตีเฟ่น และ ดาวี่ พร็อพเปอร์ หลังจากนั้น เขายึดตัวหลักอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปถึงวันที่ 9 กันยายน 2017 โกรซยิง 2 ประตู พ่วง 1 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมชนะ เวสบรอมวิช 3-1 หลังเกมดังกล่าว โกรซได้ลงสนามทุกนัด จบฤดูกาลนั้น เขาไม่พลาดพรีเมียร์ลีกแม้แต่นัดเดียว (ตัวจริง 35 สำรอง 3)

ฤดูกาล 2018/19 ปาสกาล โกรซ มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ลงเล่นได้เพียง 27 นัดรวมทุกรายการ แบ่งเป็นการลงเล่น พรีเมียร์ลีก 25 นัด ยิง 3 ประตู จ่าย 3 แอสซิสต์ ก่อนจะสลัดอาการบาดเจ็บ แล้วกลับมาเป็นตัวหลักในฤดูกาลต่อมา และเป็นตัวเลือกแรกเสมอ หากไม่มีอาการบาดเจ็บ
ฤดูกาล 2020/21 ปาสกาล โกรซ เริ่มต้นด้วยการเป็นสำรองในช่วง 6 นัดแรก จากนั้นกลับมายึดตัวหลักของทีมได้อีกครั้ง ผ่านไปถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2020 เขาลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ร่วมกับ อีฟส์ บิสซูม่า จัดการยิง 1 ประตู ช่วยให้ทีมเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 จบฤดูกาลดังกล่าว โกรซลงเล่น 41 นัดรวมทุกรายการ ยิง 3 ประตู จ่าย 10 แอสซิสต์

ฤดูกาล 2021/22 ปาสกาล โกรซ ยังเป็นตัวหลักของ ไบรท์ตั้น เป็นสำรองบ้าง ตามความเหมาะสม ผ่านไปถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2022 เขายิง 1 ประตู ในพรีเมียร์ลีก นัดที่ 36 ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 จบฤดูกาลดังกล่าว เขาลงเล่น 33 นัดรวมทุกรายการ ยิง 3 ประตู 4 แอสซิสต์
ฤดูกาล 2022/23 ปาสกาล โกรซ พลาดลงเล่นพรีเมียร์ลีก เพียงแค่นัดเดียว แถมได้ลงเล่นในฐานะกัปตันทีม 2 นัด (นัดที่ 37-38) เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 และแพ้ แอสตัน วิลล่า 1-2 จบฤดูกาลนั้น เขาลงเล่น 44 นัดรวมทุกรายการ ยิง 10 ประตู จ่าย 10 แอสซิสต์ เป็นฟอร์มที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ค้าแข้งมา

ฤดูกาล 2023/24 (ปัจจุบัน) ปาสกาล โกรซ ยังอยู่กับ ไบรท์ตั้น ลงสนามไปแล้ว 2 นัด ช่วยทีมเก็บชัยชนะได้ทั้ง 2 นัด
ข้อมูลนับถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2023
#10

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน สถานที่ท่องเที่ยวที่คนเลือกเที่ยวมากที่สุด ก็คือการเที่ยวภูเขา หรือว่าดอย เพราะจะได้สัมผัสกับบรรยากาศความหนาวอย่างแท้จริง และหนึ่งในสถานที่ที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือ ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งเที่ยวแนวธรรมชาติที่สวยงามอย่างยิ่ง และมีอะไรที่น่าสนใจเยอะให้ได้ชม อย่างเช่นโครงการหลวงต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงดำริเอาไว้ จนถึงวันนี้ เป็นแหล่งรายได้ของชุมชนที่นี่

กิจกรรมที่น่าสนใจ
สำหรับท่านที่ไม่รู้ว่ามาที่ ดอยอ่างขาง จะเที่ยวอะไรบ้าง เราก็มีสถานที่ที่น่าสนใจมาแนะนำทุกท่าน ได้แก่
• ชมหมู่บ้านหลวง เป็นหมู่บ้านของชาวจีนฮ่อ ซึ่งอพยพมาจากยูนานตั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำเกษตรเป็นหลัก
• ชมแปลงสาธิต ได้แก่สวนผัก ผลไม้ และพืชเมืองหนาวอื่นๆ
• หมู่บ้านขอบด้ง เป็นหมู่บ้านของชาวมูเซอ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวมูเซอ ว่าเขามีวิธีชีวิตเป็นอย่างไร จะได้เห็นความสวยงามของหมู่บ้าน และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรา และในหมู่บ้านก็จะมีคนพานำเที่ยว นั่นก็คือมัคคุเทศก์ประจำหมู่บ้าน อย่างเช่นเด็ก ที่ผ่านการอบรมมาแล้ว เข้ามานำเยี่ยมชม พร้อมกับอธิบายความเป็นอยู่ให้นักท่องเที่ยวได้รู้ได้เข้าใจมากขึ้น
• หมู่บ้านนอแล เป็นหมู่บ้านของชีวิตชาวปะหล่อง ซึ่งมาจากพม่า ที่นี่เราจะได้เห็นความเป็นอยู่อีกแบบ ทั้งภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ว่าชาวบ้านหมู่บ้านที่นี่ นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นเราจึงได้เห็นชาวบ้านหลายคนถือศีล ยิ่งถ้าเป็นวันพระ คนจะหันมาถือศีลกันเยอะขึ้น และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือวิวของหมู่บ้าน ที่เราจะได้เห็นวิวธรรมชาติอย่างแท้จริงระหว่างไทยพม่า
• จุดชมวิว ที่จุดกิ่วลมชนิด เป็นจุดที่เอาไว้ชมความงามของพระอาทิตย์ ทั้งขึ้นและตก บอกเลยว่าจุดนี้สวยงามมาก แต่จะต้องตื่นเช้าหน่อย ถึงจะทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้น บางวันอาจจะได้เห็นทะเลหมอกในยามเช้าด้วยโดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว
• ศึกษาธรรมชาติ เป็นการเดินชมความงามของธรรมชาติ มีระยะทางทั้งหมด ประมาณ 2 กิโลเมตร เราจะได้เห็นการปลูกป่าทดแทน เป็นความงามอย่างแท้จริง บางจุดมีน้ำตกให้ได้ชมอีกด้วย ใครมาเที่ยวต้องไม่ลืมมาชมความงามเหล่านี้

การเดินทาง
สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ และรถโดยสารได้เลย คนที่ไม่มีประสบการณ์ขับรถบนเนินเขามาก่อน ต้องมีประสบการณ์ เพราะว่าหนทางค่อนข้างเสี่ยงในบางจุด

ค่าบริการในการเข้าชม
ฟรี

ที่พัก

ที่ดอยอ่างขาง มีที่พักให้เลือกเยอะเลย ราคามีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักพัน ตามคุณภาพและความสวยงามของวิวทิวทัศน์ มีทั้งแบบพักเดี่ยว แบบคู่ และแบบครอบครัว

สถานที่ตั้งของ ดอยอ่างขาง
ตั้งอยู่ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่